เผย 7 อัปเดตสำคัญ! แนวทางใหม่ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ที่คุณต้องรู้
Автор: Dr. Nat Nutrition
Загружено: 2025-08-02
Просмотров: 4327
*แนวทางปฏิบัติใหม่จาก American Heart Association (AHA) และ American Stroke Association (ASA) ปี 2025*
แนวทางปฏิบัติล่าสุดนี้เน้นย้ำถึงหลักเกณฑ์ “Life’s Essential 8” เพื่อส่งเสริมสุขภาพหัวใจและสมองตลอดช่วงชีวิต นอกจากนี้ ยังมีข้อแนะนำสำคัญ 7 ประการ สำหรับการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองเฉพาะบุคคล:
1. *การปรับเปลี่ยนอาหาร*
**เน้นการรับประทานอาหารเมดิเตอร์เรเนียน**: ได้รับคำแนะนำระดับสูง (Class 1) ว่ามีประโยชน์อย่างมาก งานวิจัยพบว่าสามารถลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้ประมาณ 35% ในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD) ระดับปานกลางถึงสูง อาหารเมดิเตอร์เรเนียนเน้นธัญพืชเต็มเมล็ด, ผลไม้, ผัก, ถั่ว, โปรตีนไขมันต่ำ และน้ำมันมะกอก
**การใช้เกลือทดแทน**: แนะนำ (Class 2a) สำหรับผู้ใหญ่อายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ ควรใช้เกลือทดแทนที่มีโซเดียมคลอไรด์ 75% และโพแทสเซียมคลอไรด์ 25% แทนเกลือแกงทั่วไป (โซเดียมคลอไรด์ 100%) ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้ 22% **ข้อควรระวัง**: ควรเฝ้าระวังระดับโพแทสเซียมในเลือด โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาขับปัสสาวะที่กักเก็บโพแทสเซียม หรือผู้มีภาวะไตวายเรื้อรัง (CKD)
2. *ยากลุ่ม GLP-1 Receptor Agonists (GLP-1RA)*
นี่คือยาชนิดใหม่ที่ได้รับการยอมรับสำหรับการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในเบื้องต้น
*แนะนำอย่างยิ่ง (Class 1)* สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีความเสี่ยง CVD สูง หรือมีประวัติ CVD (รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง) ร่วมกับมีระดับฮีโมโกลบินไกลโคซิเลต (HbA1c) ตั้งแต่ 7% ขึ้นไป
งานวิจัยพบว่า ยาในกลุ่มนี้สามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองชนิดไม่ร้ายแรงได้ประมาณ 27% ในผู้ป่วยเบาหวาน
3. *เป้าหมายระดับความดันโลหิต*
*แนะนำอย่างยิ่ง (Class 1)* ให้ควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ต่ำลงกว่าแนวทางปฏิบัติเดิม
ประโยชน์ของการควบคุมความดันโลหิตที่เข้มงวดนี้ขยายไปถึงผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดแดงแข็งสูง, ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง, เบาหวานชนิดที่ 2 และผู้สูงอายุ (ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป)
ทุก ๆ การลดความดันโลหิตซิสโตลิก (ตัวบน) ลง 5 มม.ปรอท สามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้ประมาณ 13%
4. *ยาลดไขมัน*
**ยา Statin**: ได้รับคำแนะนำระดับสูง (Class 1) สำหรับการป้องกันในเบื้องต้นใน 4 กลุ่มผู้ป่วย ได้แก่ ผู้ที่มีระดับไขมัน LDL-C ≥190 มก./ดล., ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2, ผู้ที่มีความเสี่ยง CVD ใน 10 ปีข้างหน้า ≥20%, หรือผู้ที่มีความเสี่ยง 7.5%-19.9% ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อย่างน้อยหนึ่งอย่าง
*โอเมก้า 3 (Omega-3 fatty acids)**: ได้รับคำแนะนำว่า **ไม่มีประโยชน์ (Class 3)* ในการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง
5. *ยาต้านเกล็ดเลือดและยาต้านการแข็งตัวของเลือด*
*ยาแอสไพริน**: ยังไม่เป็นที่แน่ชัด (Class 2b) สำหรับการป้องกันในเบื้องต้นในผู้ที่ไม่มีประวัติ CVD (รวมถึงเบาหวานและ/หรือปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ) การพิจารณาใช้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ **ไม่แนะนำ (Class 3)* ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง และผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปที่ไม่มีโรคหลอดเลือดแดงแข็ง
*ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน (DOAC)**: **ไม่แนะนำ (Class 3)* สำหรับผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานผิดปกติ (ejection fraction ≤35%-40%) และไม่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation (AF) หรือลิ่มเลือดในหัวใจห้องล่างซ้าย เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการมีเลือดออกมาก
6. *การบำบัดด้วยคอลชิซิน (Colchicine Therapy)*
เป็นยาต้านการอักเสบที่ได้รับการพิจารณา (Class 2b) สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเมื่อเร็วๆ นี้ และกำลังใช้ยา statin
*ยังไม่เป็นที่แน่ชัด* ว่าคอลชิซินในปริมาณน้อยจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
7. *การประเมินความเสี่ยงเฉพาะเพศสำหรับการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง*
ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองตลอดช่วงชีวิตสูงกว่าผู้ชายเล็กน้อย (20%-27% เทียบกับ 14%-17% ในผู้ชาย)
**การจัดการภาวะความดันโลหิตสูงในระหว่างตั้งครรภ์**:
*แนะนำให้รีบรักษา (Class 1)* ผู้หญิงตั้งครรภ์หรือหลังคลอดที่มีความดันโลหิตสูงรุนแรง (≥160/110 มม.ปรอท) เพื่อป้องกันภาวะเลือดออกในสมอง
*ควรตั้งเป้าหมาย (Class 2a)* ให้ความดันโลหิตต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท สำหรับผู้หญิงทุกคนที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรัง หรือเกิดความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์
*การตรวจคัดกรองภาวะรังไข่ล้มเหลวก่อนวัยอันควร (ก่อน 40 ปี) และภาวะหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร (ก่อน 45 ปี)**: **แนะนำอย่างยิ่ง (Class 1)* ให้มีการคัดกรองเป็นประจำในระหว่างการตรวจสุขภาพ เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากภาวะหมดประจำเดือนก่อนอายุ 40 ปี เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองที่สูงขึ้น 32%
*การคุมกำเนิด**: **แนะนำ (Class 1)* ให้ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำที่สุด และควรตรวจคัดกรองปัจจัยเสี่ยงเฉพาะสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง (เช่น อายุมากกว่า 35 ปี, การสูบบุหรี่, ความดันโลหิตสูง, และไมเกรนที่มีออร่า) ในผู้ที่พิจารณาใช้ยาคุมกำเนิด
ติดต่อหมอนัดที่ Siriraj H solution 02414-1144
[email protected]
Facebook หมอนัดโภชนาการ
Доступные форматы для скачивания:
Скачать видео mp4
-
Информация по загрузке: