พลาดครั้งเดียว เสียทั้งชาติ! MOU ล็อกอนาคตไทย?
Автор: สืบจากข่าว
Загружено: 2026-01-16
Просмотров: 10712
พลาดครั้งเดียว เสียทั้งชาติ! MOU ล็อกอนาคตไทย?
MOU 43-44 กับ “กับดักเชิงโครงสร้าง” เมื่อเดิมพันอธิปไตยผูกติดขุมทรัพย์พลังงาน 10 ล้านล้าน
ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางความคิดเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา (OCA) สังคมกำลังถูกดึงความสนใจไปที่วาทกรรมรายวัน แต่หากมองทะลุฝุ่นควันทางการเมือง จะพบ “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ที่น่ากังวลยิ่งกว่า นั่นคือคำถามที่ว่า กรอบการเจรจาที่ไทยถืออยู่ในมือมากว่า 2 ทศวรรษอย่าง MOU 2543 และ MOU 2544 คือเครื่องมือในการรักษาผลประโยชน์ชาติ หรือเป็น “พันธนาการ” ที่ทำให้เราเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่เริ่มเจรจา?
ข้อเสนอของ หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ ที่เรียกร้องให้ “ล้างไพ่” ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ จึงไม่ใช่เพียงเสียงวิจารณ์ทางการเมือง แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยทางยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลและประชาชนต้องขบคิดอย่างจริงจัง
🔵 รื้อปม MOU 2543: เมื่อแผนที่กลายเป็น “กับดัก” ทางยุทธศาสตร์
หัวใจสำคัญที่ ม.ล.กรกสิวัฒน์ ชี้ให้เห็น คือความบิดเบี้ยวของการยอมรับหลักฐานใน MOU 2543 (ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก) ซึ่งไทยยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่จัดทำโดยฝรั่งเศสเพียงฝ่ายเดียว
ประเด็นนี้เปรียบเสมือนไทยกำลังยอมรับ “แบงค์ปลอม” ให้มีค่าเท่ากับแบงค์จริง เพราะแผนที่ดังกล่าวไม่ได้อิงตามภูมิประเทศจริง (สันปันน้ำ/ขอบหน้าผา) ตามสนธิสัญญาดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความเสี่ยงในการสูญเสียพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางทหาร โดยเฉพาะพื้นที่สูงรอบเขาพระวิหาร ซึ่งในทางความมั่นคง หากฝ่ายตรงข้ามครอบครองจุดยุทธศาสตร์นี้ได้ ย่อมหมายถึงอำนาจการยิงทางทหารที่อาจคุกคามลึกเข้ามาถึงพื้นที่เศรษฐกิจของไทย
คำถามคือ รัฐไทยจะยังคงเดินหน้าเจรจาบนกรอบที่ “ล็อกผลลัพธ์” ให้เราเสียเปรียบทางภูมิศาสตร์เช่นนี้ต่อไปหรือ?
________________________________________
🔵 MOU 2544: เส้น “เกเร” และขุมทรัพย์ “Big Oil”
ขยับมาที่พื้นที่ทางทะเล ประเด็น MOU 2544 ยิ่งทวีความซับซ้อนและมีมูลค่าเดิมพันสูงลิบลิ่ว ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เส้นเขตแดนที่กัมพูชาลากผ่านเกาะกูดนั้น เป็นสิ่งที่แหล่งข่าวระบุว่าเป็น “เส้นที่เกเร” หรือเส้นที่ขัดต่อหลักกฎหมายทะเลสากลอย่างสิ้นเชิง
แต่ MOU 2544 กลับผูกเรื่อง “การแบ่งเขตแดน” เข้ากับ “การแบ่งปันผลประโยชน์” ซึ่ง ม.ล.กรกสิวัฒน์ มองว่านี่คือหลุมพรางสำคัญ เพราะ:
1. การยอมรับโดยพฤตินัย: การยอมเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ภายใต้เส้นที่ลากผ่านเกาะกูด อาจถูกตีความในทางกฎหมายระหว่างประเทศว่าไทยยอมรับสถานะของเส้นนั้นไปโดยปริยาย
2. เดิมพันทรัพยากร: พื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่แค่ทะเลว่างเปล่า แต่คือแหล่ง “Big Oil” และก๊าซธรรมชาติมูลค่าประเมิน 10-20 ล้านล้านบาท ซึ่งมากพอที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย สร้างระบบสวัสดิการ รัฐสวัสดิการ โรงพยาบาล และโรงเรียนที่ทันสมัย โดยไม่ต้องกู้หนี้
หากไทยรีบร้อนเจรจาแบ่งเค้กพลังงานโดยไม่สะสางเรื่องเส้นเขตแดนให้จบตามกฎหมายสากล (UNCLOS) เราอาจได้เงินก้อนโตในระยะสั้น แต่ต้องแลกด้วยการสูญเสียอำนาจอธิปไตยทางทะเลและสิทธิประมงไปตลอดกาลหรือไม่?
🔵 ทำไมต้อง “ยกเลิก” ?
ข้อเสนอให้ใช้ “อนุสัญญาเวียนนา” เพื่อยกเลิก MOU ไม่ใช่การประกาศสงคราม แต่เป็นการ “ปรับฐานการเจรจา (Reset)” ให้กลับมาสู่ความเสมอภาค
• กับดักของกติกาเก่า: MOU ที่ทำไว้ในอดีต อาจมีบริบทต่างจากปัจจุบัน การยึดติดกับกรอบเดิมที่คู่เจรจาตั้งแง่เสียเปรียบไว้แล้ว (เช่น แผนที่ 1:200,000) ทำให้ไทยต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ
• ทางออกที่เป็นสากล: การนำปัญหากลับเข้าสู่เวที กฎหมายระหว่างประเทศ (UN) เป็นวิธีที่ไทยเคยใช้สำเร็จมาแล้วในการปักปันเขตแดนกับมาเลเซีย เวียดนาม และอินเดีย การใช้กติกาโลกย่อมเป็นเกราะป้องกันที่ดีกว่าการเจรจาแบบทวิภาคีที่อาจถูกแทรกแซงด้วย “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ระดับบุคคล
ได้เลยครับ นี่คือเนื้อหาที่นำข้อมูล "ความไม่เป็นธรรมของโครงสร้างราคาพลังงาน" เข้ามาขยายความในหัวข้อ "เชื่อมโยงสู่ปากท้อง" อย่างละเอียด โดยคงน้ำเสียงแบบสกู๊ปข่าวเจาะลึก เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดเจนว่า การต่อสู้เรื่อง MOU ไม่ใช่แค่เรื่องแผนที่ แต่คือเรื่องเงินในกระเป๋าของทุกคนครับ
🔵 เชื่อมโยงสู่ปากท้อง: จาก “เส้นเขตแดน” สู่ “โครงสร้างราคาที่เป็นธรรม”
ความน่าสนใจของประเด็นนี้ไม่ได้หยุดแค่อธิปไตยเหนือดินแดน แต่เชื่อมโยงโดยตรงถึง “วิกฤตปากท้อง” ที่คนไทยแบกรับอยู่ ม.ล.กรกสิวัฒน์ ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติเชิงโครงสร้างที่ทำให้ราคาพลังงานของไทย “แพงเกินจริง” เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและมาเลเซีย (ซึ่งราคาดีเซลอยู่ที่ประมาณ 20-22 บาท) โดยระบุว่าเป็นผลมาจากกติกาที่ถูก “บิดเบือน” ใน 3 ปมใหญ่:
1. สูตรราคา “ทิพย์” และกำไรส่วนเกินที่มองไม่เห็น
2. ทรัพยากรของใคร? กรณีศึกษา LPG
3. ธรรมาภิบาล: รื้อระบอบ “สวมหมวกสองใบ”
ต้นตอของปัญหาทั้งหมดอาจอยู่ที่ “ผลประโยชน์ทับซ้อน” การที่ข้าราชการระดับสูงไปนั่งเป็นกรรมการในบริษัทพลังงาน (สวมหมวกสองใบ) ทำให้เกิดคำถามว่า นโยบายที่ออกมานั้นทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน หรือเพื่อกำไรและราคาหุ้นของบริษัท?
ข้อเสนอเพื่อผ่าทางตันนี้ คือการเก็บ ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นเพื่อนำเงินคืนสู่รัฐ และการรื้อโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนจริง หากทำได้ ทรัพยากรจากพื้นที่ทับซ้อน (MOU 44) ที่กำลังจะเจรจา ก็จะเป็น “ขุมทรัพย์” ที่เปลี่ยนเป็นสวัสดิการของคนไทยได้จริง ไม่ใช่เพียงกำไรของกลุ่มทุนผูกขาดเหมือนที่ผ่านมา
นี่ไม่ใช่เรื่องของการปลุกระดมคลั่งชาติ แต่เป็นเรื่องของ “ความรอบคอบทางยุทธศาสตร์” เพราะลายเซ็นบนข้อตกลงระหว่างประเทศเพียงครั้งเดียว อาจหมายถึงพันธะผูกพันชั่วลูกชั่วหลาน อธิปไตยและทรัพยากรไม่ใช่สินค้าที่แลกมาด้วยความเกรงใจทางการทูต หรือผลประโยชน์ระยะสั้นทางธุรกิจ.
โดย กองบรรณาธิการข่าว #สืบการเมือง
Доступные форматы для скачивания:
Скачать видео mp4
-
Информация по загрузке: